วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

เปิดใจ น.ร.ปลายข้าว บอกเล่าถึงชีวิตพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

เปิดใจ น.ร.ปลายข้าว บอกเล่าถึงชีวิตพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
------------------------------
โปรย : พลิกฟื้นชีวิตคนขาดโอกาสทางการศึกษา ถูกผลักออกจากสังคม ด้วยการศึกษานอกระบบ ตามแบบฉบับโรงเรียนปลายข้าวเมืองพัทลุง เน้นสอนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และพระไตรปิฎก
-------------------------
ตามที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ไปดูการเรียนการสอน “โรงเรียนปลายข้าว” ต้นแบบการเรียนรู้นอกตำรา ของเทศบาลเมือง จังหวัดพัทลุง แถมยังนำพระไตรปิฎกมาเป็นสื่อ และหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาสอนให้ได้รู้จักการเลี้ยงชีวิตด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งของในตลาด และยังสามารถนำไปขายเพื่อเลี้ยงชีพได้อีกด้วย
นายสุวัฒน์ บุญปสอง ผอ.โรงเรียนนิโครธาราม กล่าวว่าที่โรงเรียนวัดนิโครธารามมีนักเรียนปลายข้าวทั้งหมด 47 คน และได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอน โดยนำพระไตรปิฎกมาเป็นสื่อ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ ความสามารถ และเน้นการเรียนรู้แบบหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการเลี้ยงสัตว์ ทั้งเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ปลูกพืชผักสวนครัว พืชสวน ทำนาข้าว และทำโรงเพาะเห็ด เพาะถั่วงอก เพื่อเปิดโอกาสให้ได้มีการศึกษานอกระบบสำหรับผู้ไม่สามารถมาเรียนได้ตามระบบการศึกษา ซึ่งเป็นต้นแบบของการสอนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักเรียนปลายข้าวที่ไม่มีโอกาสศึกษาตามระบบ
มาฟังยายฉิ้ม จอมแพ่ง อายุ 83 ปี นักเรียนโรงเรียนปลายข้าวสังกัดโรงเรียนวัดนิโครธารามที่มีอายุมากที่สุด เล่าว่าชีวิตยายตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนก็ไม่ได้ ไปไหนก็อายคน จะทำอะไรแต่ละอย่างก็ต้องให้เด็กมาอ่านให้ฟัง เพราะที่บ้านแม่ของยายมีลูกหลายคนเลยไม่มีเงินพอที่จะส่งเสียให้เรียน แต่ตอนนี้ยายรู้สึกดีใจมากที่ได้มาเรียนที่โรงเรียนปลายข้าว ทำให้ยายสามารถอ่านออก เขียนได้เหมือนกับคนอื่น เสียอย่างเดียวตอนนี้ยายตาไม่ค่อยดี และเป็นเรื่องที่ดีอีกอย่างหนึ่งของโรงเรียนปลายข้าวคือจะเน้นการสอนแบบปฏิบัติ มีการสอนเลี้ยงปลา ปลูกผัก ที่เขาเรียกว่าสอนแบบเข้าถึงแก่นชีวิต ยายอยากบอกว่าขอขอบคุณนายกโกสินทร์ที่ทำให้ยายมีโอกาสได้เรียน ทำให้อ่านออก เขียนได้ เหมือนคนอื่น
ส่วนป้ายุภา จันทร์สุข วัย 50 ปี เล่าถึงชีวิตในการที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ทั้งน้ำตาไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้างว่า ตอนเด็กทางบ้านลำบากมาก พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ป้ายังเล็ก ทำให้ป้าไม่ได้เรียนหนังสือเพราะต้องช่วยแม่ทำงานหาเลี้ยงชีวิต และครอบครัว เมื่อก่อนจะเดินไปไหนก็มีคนดูถูกเหยียดหยามเพราะเขาเห็นว่าเราจนไม่รู้หนังสือ แต่ตอนนี้รู้สึกดีใจมากที่ทางเทศบาลมีการเปิดโรงเรียนปลายข้าว ทำให้ป้าสามารถอ่านออกเขียนได้ และยังมีการสอนแบบหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีการเลี้ยงปลา ปลูกผัก และยังได้เข้ามาช่วยเหลือเวลามีงานโรงเรียนและงานในวัด ทำให้ได้เข้าสังคมเหมือนกับคนอื่นๆ เหมือนพลิกชีวิตป้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก็ต้องขอบคุณทางท่านนายกฯโกสินทร์ ที่เปิดโรงเรียนปลายข้าวขึ้นมาให้ป้าได้เรียน ได้ทำกิจกรรมเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ป้าใฝ่ฝันอยากจะทำมาตลอดคือได้มีโอกาสรู้จักการทำมาหากินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ด้าน ด.ช.ธนวัตร บุญมาตย์ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนวัดนิโครธาราม ซึ่งเป็นเด็กที่เรียนในระบบได้เล่าถึงความรู้สึกที่ทางโรงเรียนมีการเปิดหลักสูตรการเรียนฉบับโรงเรียนปลายข้าว ว่ารู้สึกดีใจที่โรงเรียนวัดนิโครธาราม มีการเปิดการเรียนการสอนฉบับโรงเรียนปลายข้าวเพราะทำให้ตัวเองมีโอกาสได้เรียนรู้วิถีชีวิตผู้ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนคนทั่วไป และตัวเองยังสามารถเข้าเรียนพร้อมกับนักเรียนโรงเรียนปลายข้าวด้วย ทำให้มีความรู้จักและคุ้นเคยมากกว่าที่ผ่านมา และยังได้รู้จักวิธีการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษ มีเพื่อนเพิ่มขึ้น และยังได้เรียนรู้สิ่งที่ไม่มีในห้องเรียน ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนมากเพราะที่บ้านเมื่อได้ยินว่าเพื่อนที่ไปเล่นด้วยเป็นนักเรียนปลายข้าวจะไม่ให้ไปเล่นกับคนเหล่านั้นเลย แต่ตอนนี้ความคิดเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปเพราะสิ่งที่เห็นไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่คิด
ขณะที่นายโกสินทร์ ไพศาลศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง ผู้พลิกฟื้นชีวิตคนจากหน้ามือเป็นหลังมือ บอกว่าเข้าใจว่าสังคมมนุษย์ต้องช่วยกันเพื่อให้อยู่รอดในสังคม เพราะคนสูงอายุบางคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เนื่องจากแต่ก่อนคนที่จะรู้หนังสือต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นทำให้ผู้หญิงในวัยสูงอายุไม่รู้หนังสือ เพราะไม่มีโอกาสได้เรียน แต่ปัจจุบันใช้การเรียนแบบไม่มีระบบ แต่เอาผลสัมฤทธิ์มาสอนเพื่อไม่ให้เกิดความกดดันของผู้เรียนและผู้สอน เพราะการสอนที่โรงเรียนปลายข้าวเน้นการสอนแบบปฏิบัติ จัดตารางเรียนตามใจผู้เรียน โดยไม่มีการเช็คชั่วโมงเรียนเหมือนการเรียนในระบบ ซึ่งการเปิดโรงเรียนปลายข้าวขึ้นเราต้องเข้าถึงแก่นชีวิตของคนแต่ละวัยว่าต้องการการเรียนแบบไหน โดยใช้หลักสำรวจในการเข้าไปพูดคุยและนั่งกินข้าวด้วยกัน บางคนชอบกินเหล้าเราก็ต้องไปนั่งในวงเหล้าเพื่อถามถึงความต้องการของคนเหล่านั้น ซึ่งโรงเรียนปลายข้าวก็ได้เปิดการเรียนการสอนมานานกว่า 4 ปี แล้ว โดยจะมีการจัดงานครอบรอบวันถ่ายโอนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของครู นักเรียนและประชาชนเพิ่มขึ้น
ส่วนในงานครบรอบ 4 ปี วันถ่ายโอนโรงเรียนปลายข้าว นักเรียนปลายข้าวได้นำผักปลอดสารพิษ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการทำขนมสูตรโบราณ ทั้งขนมพิมพ์ ขนมโค ขนมครก ขนมจาก และการะแม มาจัดบูธภายในงานด้วย ซึ่งส่วนผสมของขนมแต่ละอย่างล้วนทำมาจากธรรมชาติทั้งนั้น อย่างขนมโค ที่มีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆ นำมาคลุกเคล้ากับงาและมะพร้าวอ่อน มีสีสวยแปลกตา อย่างสีเหลืองก็ทำมาจากฟักทอง สีขาวทำมาจากเผือก สีม่วงทำมาจากดอกอัญชัน และสีเขียวทำมาจากใบเตย ส่วนขนมครกที่โรยหน้าด้วยไส้เค็มนี้ก็ทำมาจากหัวไชเท้าหากินที่ไหนไม่ได้ ต้องมากินที่เมืองพัทลุงเท่านั้นเพราะเป็นสูตรต้นตำรับโบราณที่ไม่ใช่สูตรชาววัง
///////////////////////////////////////

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

จับตาหวัด 2009 ช่วงปิดเทอม หวั่นกลับมาอีกระลอก

จับตาหวัด 2009 ช่วงปิดเทอม หวั่นกลับมาอีกระลอก
------------------------
โปรย : เตรียมเฝ้าระวังไข้หวัด 2009 หวั่นระบาดในเมือง ชุมชนแออัด โรงเรียนสอนพิเศษ ศูนย์เด็กเล็ก เตรียมมาตรการรับช่วงปิดเทอม หลังระบาดหนักขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา
------------------------------
อากาศประเทศไทยช่วงนี้แปรปรวนซะเหลือเกิน เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวร้อน ทำให้อุณหภูมิในร่างกายปรับสภาพแทบไม่ทัน แถมช่วงฝนตกหนักยังมีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายต้องกังวลกลัวกระแสไข้หวัด 2009 กลับมาอีกระลอกที่สอง และเชื้อไข้หวัด H1N1 ที่เคยแพร่ระบาดในโรงเรียนกวดวิชา มาคราวนี้โรงเรียนกวดวิชาเลยเป็นเป้าหลักที่น่าเฝ้าระวังอีกจุดหนึ่ง และสาเหตุที่มีการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 กลับมา อาจส่งผลแพร่เชื้อไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทว่าขณะนี้โรงเรียนกำลังจะปิดเทอมทำให้กลุ่มเสี่ยงเปลี่ยนเป็นชุมชน โรงเรียนสอนพิเศษ และศูนย์เด็กเล็ก เพราะฉะนั้นชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะในชุมชนแออัดต้องเตรียมพร้อมมาตรการการดูแล การคัดกรอง การแยกเด็กป่วยในชุมชน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อที่จะตามมา
แผนงานความปลอดภัยในเด็ก ภายใต้การสนับสนุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เปิดแถลงข่าวเรื่อง “คลื่นลูกที่สองของการระบาดไข้หวัดใหญ่ชุมชนแออัดในเมือง โรงเรียนสอนพิเศษ ศูนย์เด็กเล็ก ต้องเตรียมรับช่วงปิดเทอม” ขึ้นเพื่อต้องการให้ข้อมูล เพื่อเฝ้าระวังการกระจายตัวของไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่กลับมาระบาดหนักขึ้นในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา รศ.นพ.กำธร มาลาธรรม หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ระบุว่า จากการตรวจผู้ป่วยจากการเก็บข้อมูลของน้ำมูกมายังห้องแลบของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง แม้จะน้อยลงแต่ก็ถือว่ายังมีมากกว่าเมื่อเริ่มต้นช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม รวมทั้งสิ้น 4,354 ราย พบติดเชื้อไข้หวัดใหญ่รวม 1,812 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 41.6 โดย 1,418 รายเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 (ร้อยละ 78) และสถานการณ์ปัจจุบันใกล้จะถึงช่วงโรงเรียนปิดภาคเรียน อีกทั้งเด็กจะใช้เวลาอยู่ในชุมชนโดยเฉพาะชุมชนแออัดต้องเตรียมพร้อมมาตรการดูแลป้องกันเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ระบาด โดยนำกลุ่มเสี่ยงออกมารับวัคซีน มีผู้คอยตรวจสอบและป้องกันการติดหวัดไม่ให้แพร่เชื้อ และเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี ที่อยู่ในชุมชนแออัด ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อได้ง่าย เพราะจากการศึกษาอัตราการป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ในหลายประเทศพบว่า ปัจจัยความยากจนกับการเจ็บป่วยของไข้หวัดใหญ่ 2009 นั้น มีความสอดคล้องกัน โดยการเปรียบเทียบอัตราผู้ป่วยต่อแสนประชากรในชุมชนแออัดพบชัดเจนว่าเด็กในกลุ่มคนจนในชุมชนแออัดในเมืองใหญ่มีความเสี่ยงมากกว่าชุมชนทั่วไปถึง 4 เท่า
ด้าน รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการแผนงานความปลอดภัยในเด็ก สสส. กล่าวว่า เนื่องจาก “กลุ่มเด็กเยาวชนในชุมชนแออัด” มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ระลอกสองในช่วงปิดเทอม ขณะเดียวกันโรงเรียนสอนพิเศษก็เป็นกลุ่มเสี่ยงหลักในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เนื่องจากมีเด็กเปลี่ยนสถานที่เรียนจากโรงเรียนเป็นสถาบันกวดวิชา ดังนั้นจึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มกลุ่มเด็กเยาวชนในชุมชนแออัดไว้ในกลุ่มเสี่ยงการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เพื่อแก้ปัญหาวัคซีนที่ไม่เพียงพอจาก ทั้งหมด 2 ล้านโดส ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 7 แสนโดส ทำให้ราคาวัคซีนเพิ่มขึ้นจากเข็มละ 400 บาท เป็น 600-700 บาท และพบสูงสุด 1,000 บาท นอกเหนือจากเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงแล้ว สถานที่ที่มีประชาชนมารวมตัวกันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ สนามกีฬาฯลฯ ที่มีคนมารวมกันจำนวนมาก ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้เช่นกัน
ฉะนั้นหากใครไม่อยากติดเชื้อและต้องเสียเงินไปกับวัคซีนถึงเข็มละ 1,000 บาท ก็ต้องดูแลและป้องกันตัวเองเมื่อต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีคนอยู่กันมากๆ ด้วย
//////////////////////////////////

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

เอส-อี-เอ็กส์ ขอพื้นที่คืนให้เพศวิถี หวังเติมเต็มช่องโหว่คนเข้าใจเรื่องเพศ

เอส-อี-เอ็กส์ ขอพื้นที่คืนให้เพศวิถี หวังเติมเต็มช่องโหว่คนเข้าใจเรื่องเพศ
---------------------------
โปรย : เซ็กส์ เป็นเรื่องที่ถูกสังคมแอบซุกซ่อนไว้หลังม่าน แต่ปัญหาที่ปรากฏกลับโผล่พ้นเพียงปลายเล็บที่เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำเห็นเพียงยอดแหลม
------------------------------
เรื่องเพศ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่เราไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามให้มากความ เพราะคำตอบสำเร็จรูปถูกหยิบยื่นให้แก่เราทุกคนกันตั้งแต่เกิดเป็นพลเมืองของสังคมเรียบร้อยแล้ว แต่มันเป็นคำตอบที่แน่ชัดแล้วหรือสำหรับ “เราทุกคน” หรือเป็นเพียงการเล่นกลกับความคลุมเครือซับซ้อน ในเรื่องความเป็นหญิง - ชาย บทบาทและความคาดหวังในเพศสภาพ และเพศวิถีที่เราต่างแบกรับ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ที่เราต่างเผลอไผลคิดไปเองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) จึงได้เปิดตัวหนังสือ “เอส-อี-เอ็กซ์” อย่างเป็นทางการ ณ ร้านกาแฟวาวี ซ.อารีย์ ในงานนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังอย่างคับคั่งเพราะมีวงเสวนาอย่างถึงพริกถึงขิง มีเหล่าวิทยากรไม่ว่าจะเป็น รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของหนังสือ รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วย โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารนิตยสาร GM ดำเนินรายการโดย ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส. ต่างหยิบยกเอาความจริงเกี่ยวกับเรื่องเพศในสังคมไทยขึ้นมาพูดคุย ล้วงลึกถึงกึ๋นในแบบที่ไม่ต้องเกรงว่าจะถูกเซ็นเซอร์
ชลิดาภรณ์ บอกถึงสาเหตุที่ใช้ชื่อหนังสือ เอส-อี-เอ็กซ์ ที่ไม่ใช่ S-E-X การที่ต้องเขียนเป็นภาษาไทย เพราะต้องการให้คนตระหนักว่าไม่ใช่คำที่ตัวเองเข้าใจก็ต้องหยุดคิดว่าคืออะไร เหมือนกับที่เซ็กส์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทางสังคมของเราที่คิดว่าชัดเจนและคุ้นเคยที่เราคิดว่าเรารู้อยู่แล้วแต่แท้จริงไม่รู้อะไรมากนัก เพราะเรื่องเพศอย่างที่เราเข้าใจเป็นของความเชื่อที่นำเข้า และเป็นเรื่องที่คนไม่กล้าพูด การเขียนภาษาไทยเพื่อต้องการเตือนให้คนไทยได้รู้ว่าเป็นสิ่งนำเข้าทำให้ต้องมีการเข้าใจว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในการพูดในที่สาธารณะ โดยที่มาที่ไปเป็นหนังสือที่รวมบทความเส้นทางของการรวมเล่มผ่านอุปสรรคมากมายและเป็นเรื่องที่ผู้เขียนภูมิใจที่สุด ต้องการเขียนในประเด็นร้อน และอยากเชิญชวนให้สังคมเข้าใจเรื่องนี้ และกว่าจะมาเป็นหนังสือเล่มนี้ได้ต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามมากมาย เพราะด้วยความที่เป็นผู้หญิงและสวมตำแหน่งครูบาอาจารย์นั้น ทำให้เจอแรงเสียดทานจากสังคมด้วยการค่อนขอดและสั่งสอนตลอดเวลาว่า สิ่งที่เขียนไปรู้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะนักวิชาการรุ่นเก่าที่มักโดดออกมาโต้แย้งความคิดเรื่องเพศวิถีที่เรามองเห็นต่างเสมอ
“พอตัวเองทำดีก็เกิดการคาดหวังมาก ว่าจะได้รับคำชื่นชม แต่เมื่อมีผลกระทบหรือถูกด่ากลับมา จึงเกิดการสั่นคลอน ผิดหวัง เซ็ง มองเห็นแรงกระทบมาก ก็คิดใหม่มองใหม่ว่า ถ้าประเด็นความคิดเห็นของเราไม่กระทบความรู้สึกของสังคม คงไม่มีคนลุกขึ้นมาแย้ง ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องดีที่ได้เปิดประเด็นให้สังคมเอง คำด่าทั้งหลายคือศัตรูทางความคิด วิธีแก้คือต้องคิดในทางกลับกันเป็นครูสอนเพราะจะทำให้เราเติบโตทางปัญญาได้มาก ทุกอย่างในชีวิตเราต้องแก้ด้วยปัญหาดังเช่นที่ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ สิ่งที่ตัวเองเลือกมีปัญหาอยู่ตรงไหน” ชลิดาภรณ์ กล่าว
ส่วน กฤตยา บอกว่าในสังคมไทยเราได้ทราบกันดีแล้วว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องต้องห้าม ถ้านำมาพูดเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ โดยทั่วไปคนที่จะพูดถึงเรื่องเพศนั้นต้องเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งมักหมายถึง “หมอ” หากชาวบ้านทั่วไปพูดเรื่องเพศ ก็จะสื่อออกมาในเชิงสองแง่สองง่ามมากกว่า เช่น เรื่องเล่าเดอร์ตี้โจ๊ก หรือเนื้อหาในบทเพลงพื้นเมืองอีแซว และลำตัด เป็นต้น ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องเพศเป็นเรื่องของคนทุกคน โดยหนังสือ เอส-อี-เอ็กซ์ นี้ถือได้ว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ในแง่ของหนังสือกึ่งวิชาการที่ถูกนำไปเผยแพร่ในคอลัมน์ตามสื่อสิ่งพิมพ์ และที่สำคัญผู้เขียนเป็นนักสังคมศาสตร์ที่เป็นผู้หญิงและให้มุมมองเรื่องเพศจากสถานการณ์จริง อีกทั้งการจัดงานเปิดตัวหนังสือครั้งนี้จัดที่ร้านกาแฟซึ่งเป็นจุดหมายอันดีที่ว่า สามารถมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องเพศในที่สาธารณะได้อย่างจริงจัง ขยายวงคุยเพื่อเรียนรู้เรื่องเพศมากขึ้น
กฤตยา ยังชี้ว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปประกอบการเรียนการสอน เพราะจะช่วยปลูกฝังจริยธรรมคุณธรรมเรื่องเพศให้กับเยาวชนก่อนที่เขาจะเติบใหญ่ ปัจจุบันที่เป็นปัญหากันมาก เนื่องจากความเป็นธรรมในเรื่องนี้ไม่มี ผู้ที่ถูกกระทำได้รับทุกข์อยู่ฝ่ายเดียว บางกรณีถึงกับฆ่าตัวตาย ขณะที่คนทำลอยชายมีอนาคตที่ดี ฉะนั้น เมื่อกฎบ้านเมืองทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องให้เด็กมีสำนึกด้วยตัวเอง "อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดถึงก็คือความซับซ้อนเรื่องเพศในสังคม จุดนี้ถ้าเรามัวแต่ปิดไว้ ก็ไม่สามารถจะหาทางออกหรือหาจุดที่สมดุลในการแก้ไขได้เลย จึงต้องสอนเรื่องเพศตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ เพราะความซับซ้อนมาจากตรงนี้ เพราะจะทำให้เราเข้าใจเลือกทางเดินของชีวิตได้ เพราะสังคมไทยมีเส้นกำหนดให้รับรู้เรื่องเพสด้านเดียว สื่อที่เป็นทางการบอกเราแค่ด้านเดียวไม่บอกทางเดินให้เราได้ หากเราท้องเราจะแก้ปัญหาและเดินทางอย่างไร ความซับซ้อนมีเท่าเดิมแต่มิติมีหลายด้าน
ขณะที่ โตมร เล่าถึงการมีส่วนร่วมในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่สังคมต้องเปิดใจยอมรับที่จะพูดในที่สาธารณะได้ ซึ่งโดยส่วนตัวอยากรู้เรื่องเพศอยู่แล้ว เริ่มแรกได้ศึกษาประเด็นผู้ชายขายตัว จึงทำให้เข้าใจเรื่องเพศมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนการสร้างองค์ความรู้เรื่องเพศจะเน้นผู้หญิงเป็นศูนย์กลางว่าประเด็นไหนบ้างที่กระทบความรู้สึกของผู้หญิงจะไม่มีการพูดถึง ทำให้รู้สึกว่าเรื่องเพศในสังคมไทยเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่มียอดโผล่ขึ้นมานิดหน่อย แต่มีฐานวงใหญ่ คนที่มองเห็นต้องค้นคว้าและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง และต้องจับสัญญาณให้ได้ว่าความสลับซับซ้อนมีอยู่ตรงไหนบ้าง โดยต้องเขียนคำอธิบายออกมาให้ได้และให้คนเข้าใจง่ายที่สุด เรื่องเพศเป็นเรื่องที่สังคมชอบเอาไปแอบไว้ข้างหลัง นอกนั้นถูกหมักหมมเป็นก้อนใหญ่มหึมาอยู่ใต้ล่าง ยากแก่การแก้ไขให้ถึงต้นตอ ส่วนหนึ่งเพราะถูกขีดเส้นไว้อย่างชัดเจนว่าเซ็กส์เป็นเรื่องน่าอาย ไม่ควรนำมาพูดหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะ อีกส่วนถูกครอบด้วยวัฒนธรรมไทยที่บังคับให้เชื่อตามที่คนรุ่นเก่าบอกเล่า ไม่สามารถโต้แย้งให้แตกต่างได้ และหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อธิบายปรากฏการณ์ทางเพศได้อย่างกว้างและลึก
ด้าน ณัฐยา บอกว่า หนังสือเอส-อี-เอ็กซ์ เป็นหนังสือที่ให้ความรู้แก่สังคมว่าการพูดถึงเรื่องเพศไม่ใช่เป็นเรื่องลามก ไม่ใช่เรื่องตลก หรือเรื่องอนาจาร แต่เป็นการพูดถึงในแง่ของกึ่งวิชาการ ซึ่งการใช้แนวคิดและทฤษฎีที่เหมาะสมมามองเรื่องเพศเพื่อให้สังคมเข้าใจในมุมกว้างและลึกมากขึ้น โดยยังไม่มีงานวิชาการใดทำในลักษณะนี้มาก่อน ทำให้ สสส.คิดว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยเติมเต็มช่องโหว่ในเรื่องเพศให้แก่สังคมไทย
แล้วคุณล่ะเข้าใจเรื่องเพศมากแค่ไหน ?????
//////////////////////////////

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

สสส.-สคส.เปิดตัวหนังสือ เอส-อี-เอ็กซ์ (S-E-X)ขอพื้นที่คืนให้เพศวิถี

สสส.-สคส.เปิดตัวหนังสือ เอส-อี-เอ็กซ์ (S-E-X)
กะเทาะมิติถาม-ตอบ “เพศสภาพ-เพศวิถี”ในบริบทสังคม การเมือง และวัฒนธรรมไทย
ยกกรณีศึกษา “เพศสภาพใน “AF- นัยยะของถุงยาง-วัฒนธรรมเกลียดตุ๊ด”
-------------
เมื่อเวลา 14.00 ณ ร้านกาแฟวาวี ชั้น 2 ซ.อารีย์ 1 แผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ได้จัดงานเปิดตัวหนังสือ “เอส-อี-เอ็กซ์” ซึ่งว่าด้วยเรื่องเพศสภาพ เพศวิถี ในบริบทสังคมการเมืองและวัฒนธรรมไทย พร้อมเปิดมิติใหม่ให้สังคมเข้าใจเรื่องเพศสภาพ เพศวิถีมากขึ้น ด้านนักวิชาการระบุการพูดเรื่องเพศในที่สาธารณะไม่ใช่เรื่องหน้าอายอีกต่อไป เชื่อการจัดงานในที่สาธารณะถือเป็นจุดหมายอันดีสามารถมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องเพศได้อย่างจริงจัง ในการขยายวงคุยเพื่อเรียนรู้เรื่องเพศมากขึ้น
รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ เอส-อี-เอ็กซ์ กล่าวว่า การเขียนหนังสือ เอส-อี-เอ็กซ์ นี้เป็นการเตือนให้สังคมเห็นความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเพศที่สังคมเคยเข้าใจว่าเรื่องเพศไม่สามารถนำมาพูดในที่สาธารณะได้ ซึ่งบทความต่างๆในหนังสือนี้จะนำเสนอให้คนเข้าใจเรื่องเพศวิถีที่มีอยู่หลายรูปแบบในภาษาที่เข้าใจง่าย หลากหลายมิติ ผ่านการนำเสนอทางหน้าหนังสือพิพม์ เพื่อให้เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ที่สำคัญเวลาอ่านต้องคิดในหลายบริบทและมุมมองที่แตกต่างอย่างถี่ถ้วน อยากให้สังคมได้มีที่คิดใคร่ครวญในเรื่องเพศวิถีมากขึ้นว่า เป็นเรื่องสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องที่ควรเก็บซ่อนอีกต่อไป ซึ่งความจริงแล้วการเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยเรื่องเพศเป็นวิถีหนึ่งที่ไม่ยากเกินไปที่สามารถเชื่อมโยงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
“ประเด็นในหนังสือที่เขียนมาเป็นการกะเทาะให้คนเห็นว่าสิ่งที่เคยเข้าใจมาตลอดเป็นเรื่องที่ผิด ทั้งประเด็นการเซ็กส์ในกรอบ-นอกกรอบ ซึ่งเป็นการนิยามความเหมาะควรถูกผิดในเรื่องเพศ เช่นเรื่องคาวมตายของหญิงอ้วน ซึ่งเป็นความพยายามลดความอ้วน โดยการสละชีวิตเพื่อให้สวย เรื่องเพศสภาพใน AF หรือเรื่องนัยยะของถุงยาง ประเด็นเรื่องเพศวิธีกับความรุนแรง ซึ่งเป็นการกระทำความรุนแรงหลายประการ มองเห็นและเข้าใจได้ยาก ถูกบังตาโดยกรอบการแบ่งประเภทคน แต่แท้ที่จริงคนทุกประเภทมีความสามารถกระทำความรุนแรงเพื่อสื่อความรู้สึกบางอย่างของตัวเองได้ทั้งนั้น เช่นเรื่องทอมโหดหญิงบ้า และเรื่องข่มขืนผู้ชาย รวมทั้งประเด็นเพศสภาพ/เพศวิถีในการเมืองภาครัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกผลักเข้าสู่กระบวนนโยบายสาธารณะและการโต้เถียงต่อสู้ทางการเมือง เช่นเรื่องวัฒนธรรมเกลียดตุ๊ด เกย์ ทอม ดี้” รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าว
น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ สสส. กล่าวว่า หนังสือ เอส-อี-เอ็กซ์ เป็นหนังสือที่รวมบทความว่าด้วยเรื่องเพศวิถีที่เขียนและใช้คำที่ง่ายขึ้นเพื่อสื่อให้คนอ่านเข้าใจเรื่องเพศได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการให้ความรู้ต่อสังคมว่าการพูดถึงเรื่องเพศไม่ใช่เป็นเรื่องลามก ไม่ใช่เรื่องตลก หรือเรื่องอนาจาร แต่เป็นการพูดถึงในแง่ของกึ่งวิชาการ ซึ่งการใช้แนวคิดและทฤษฎีที่เหมาะสมมามองเรื่องเพศเพื่อให้สังคมเข้าใจในมุมกว้างและลึกมากขึ้น ซึ่งงานวิชาการทั่วไปยังไม่มีการทำในลักษณะนี้ อีกทั้ง สสส.มองว่าปัจจุบันเรื่องเพศยังมีช่องโหว่ที่คนไม่สามารถเข้าใจได้ลึก จึงได้สนับสนุนให้มีการจัดพิมพ์หนังสือ เอส อี เอ็กซ์ เพื่อให้สังคมเกิดการเรียนรู้และเข้าใจเรื่องเพศมากขึ้น
รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในสังคมไทยเราได้ทราบกันดีแล้วว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องต้องห้าม ถ้านำมาพูดเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะ โดยทั่วไปคนที่จะพูดถึงเรื่องเพศนั้นต้องเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งมักหมายถึง “หมอ” หากชาวบ้านทั่วไปพูดเรื่องเพศ ก็จะสื่อออกมาในเชิงสองแง่สองง่ามมากกว่า เช่น เรื่องเล่าเดอร์ตี้โจ๊ก หรือเนื้อหาในบทเพลงพื้นเมืองอีแซว และลำตัด เป็นต้น ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องเพศเป็นเรื่องของคนทุกคน โดยหนังสือ เอส-อี-เอ็กซ์ นี้ถือได้ว่าเป็นการเปิดมิติใหม่ในแง่ของหนังสือกึ่งวิชาการที่ถูกนำไปเผยแพร่ในคอลัมน์ตามสื่อสิ่งพิมพ์ และที่สำคัญผู้เขียนเป็นนักสังคมศาสตร์ที่เป็นผู้หญิงและให้มุมมองเรื่องเพศจากสถานการณ์จริง อีกทั้งการจัดงานเปิดตัวหนังสือครั้งนี้จัดที่ร้านกาแฟซึ่งเป็นจุดหมายอันดีที่ว่า สามารถมาพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องเพศในที่สาธารณะได้อย่างจริงจัง ขยายวงคุยเพื่อเรียนรู้เรื่องเพศมากขึ้น
นายโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารนิตยสาร GM กล่าวว่า การที่มีส่วนร่วมในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่สังคมต้องเปิดใจยอมรับที่จะพูดในที่สาธารณะได้ ซึ่งโดยส่วนตัวอยากรู้เรื่องเพศอยู่แล้ว ความสนใจจึงได้เข้าค้นหาความเป็นตัวตน จึงมาหยุดที่เรื่องเพศ เริ่มแรกได้ศึกษาประเด็นผู้ชายขายตัว จึงทำให้เข้าใจเรื่องเพศมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนการสร้างองค์ความรู้เรื่องเพศจะเน้นผู้หญิงเป็นศูนย์กลางว่าประเด็นไหนบ้างที่กระทบความรู้สึกของผู้หญิงจะไม่มีการพูดถึงทำให้รู้สึกว่าเรื่องเพศในสังคมไทยเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่มียอดโผล่ขึ้นมานิดหน่อย แต่มีฐานที่ใหญ่ คนที่จะมองเห็นต้องค้นคว้าและเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง และต้องจับสัญญาณให้ได้ว่าความสลับซับซ้อนมีอยู่ตรงไหนบ้าง และต้องเขียนคำอธิบายออกมาให้ได้และให้คนเข้าใจง่ายที่สุด ดังเช่นเรื่องเพศในสังคมไทยยังเป็นเรื่องที่สังคมชอบเอาไปแอบไว้ข้างหลัง และหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อธิบายปรากฏการณ์ทางเพศได้กว้าง อีกทั้งสมัยก่อนเมื่อมีการพูดถึงเรื่องเพศเป็นเรื่องที่สนุก และคนที่เป็นเกย์ ตุ๊ด ต้องถูกกระทำโดยผู้ชายทำให้ไม่มีเพื่อนคนที่จะเป็นเพื่อนคนประเภทนี้ได้ต้องมีลักษณะเดียวกัน แต่ปัจจุบันเริ่มมีความหลากหลายทางความคิด คนไม่แบ่งแยกว่าจะคบกันได้ต้องเป็นเพศเดียวกันและต้องมีความสัมพันธ์กัน คนสามรถคุยเรื่องราวต่างๆได้ รู้สึกว่าการกระทำเหล่านี้เห็นได้มากในสังคมไทย ทำให้เปลี่ยนบรรยากาศในสังคมไทยได้
////////////////////////////////////

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

“ฝันผุ”ภัยเงียบใกล้ตัว “เด็กเล็ก”แพทย์เผย เด็ก 3 ปีร่วม 60% เสี่ยง “ฝันผุ” กระทบ ‘เติบโตช้า แคระแกรน’

“ฝันผุ”ภัยเงียบใกล้ตัว “เด็กเล็ก”
แพทย์เผย เด็ก 3 ปีร่วม 60% เสี่ยง “ฝันผุ” กระทบ ‘เติบโตช้า แคระแกรน’
--------------------------
โปรย “เปิดสถานการณ์การใช้น้ำตาลทำลูกอมเพิ่มขึ้น 3 เท่าในปี 2552 พบปัญหาฟันผุในเด็กไทยสูงถึง 60% ในเด็ก 3 ปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม เผยเด็กฟันผุเรื้อรังเสี่ยงภาวะเติบโตช้า แคระแกรน”
---------------------------
ปัญหาฟันผุในเด็กไทยยังเป็นปัญหารื้อรังทางด้านสาธารสุขที่แก้ไม่ตกกันซะที ขณะที่ช่องปากเป็นประตูด่านแรกด้านสุขภาพอนามัยที่ดี หากฟันผุยังเป็นต้นตอในการกระจายเชื้อโรคออกทั่วร่างกาย ก็จะบั่นทอนจิตใจและสุขภาพของเด็กเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ร่างกายของเด็กเจริญเติบโตไม่เต็มที่ แฝงไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บมากมาย เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กที่มีปัญหาฟันผุรุนแรงจนเกิดอาการปวด อันจะส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการ พัฒนาการเรียนรู้ และพัฒนาการด้านบุคลิกภาพในวัยปฐมวัยเป็นอย่างมาก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน แผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน แผนงานโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุขระยะที่สอง ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็กจากคณะทันตแพทยศาสตร์ 8 มหาวิทยาลัย กองทันตสาธารณสุข ชมรมทันตกรรมสำหรับเด็ก และเครือข่ายวิชาชีพทันตแพทย์ จึงได้ดำเนินการประชุมเครือข่ายแปรงฟันให้ลูกรักตั้งแต่ฟันซี่แรก เพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากผสมผสานทุกมิติอย่างเป็นระบบในกลุ่มเด็กปฐมวัยเพื่อลดปัญหาฟันผุในเด็ก
ทพญ. จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ผู้จัดการแผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน สสส. เล่าว่า โรคฟันผุเป็นปัญหาหลักที่พบได้มากในเด็ก สภาพปัญหามีความชุกและความรุนแรงค่อนข้างมาก เด็กไทยเริ่มมีโรคฟันผุตั้งแต่อายุเพียง 1 ปี และจะมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 12-18 เดือน ข้อมูลจากการสำรวจระดับประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักทันตสาธารณสุข พบว่าใน ปี 2552 ร้อยละ 60 ของเด็กไทยอายุ 3 ปี มีประสบการณ์การเป็นโรคฟันผุในฟันน้ำนม และร้อยละ 80 ของเด็กไทยอายุ 5 ปี ซึ่งใกล้เคียงกันในกรณีของฟันแท้ ซึ่งพบร้อยละ 57 เมื่อวัดที่อายุ 12 ปี ฉะนั้นเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานจึงต้องผูกปัญหาฟันผุในเด็กและห้ามกินหวานเข้าด้วยกัน เนื่องจากว่าเมื่อเด็กกินหวาน เกิดการบริโภคทั้งกลุ่มแป้งและน้ำตาลสูงขึ้น ก็จะส่งผลให้เกิดฟันผุ ซึ่งอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยง 3 อันดับแรกที่ทำให้เกิดฟันผุ คือ ลูกอม น้ำตาล และน้ำอัดลม หรือน้ำหวาน ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงสูงมาก โดยปัญหาฟันผุในเด็กไทยอยู่ที่อับดับสูงมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก ซึ่งประโยชน์ของฟันคือการบดเคี้ยวอาหาร ให้ได้สารอาหารที่บดละเอียด ย่อยง่าย ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตไปตามวัย ให้การพูดออกเสียงได้ชัด สร้างความงามของใบหน้า
ด้าน ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม คณะทำงานสำนักทันตสาธารณสุขและรองผู้จัดการแผนงานรณรงค์เพื่อเด็กไทยไม่กินหวาน พูดถึงปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้เกิดโรคฟันผุ คือ น้ำตาล ซึ่งมีรูปแบบของน้ำตาลที่หลากหลาย ซึ่งน้ำตาลที่เป็นที่นิยมมากในกลุ่มเด็ก คือ ลูกอม ทอฟฟี่ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานได้เฝ้าระวังการบริโภคของคนไทยตลอดมานับตั้งแต่ ปี 2545 พบว่า อัตราการบริโภคน้ำตาลของคนไทยเฉลี่ย 20 ช้อนชาต่อข้อมูลรูปแบบการกระจายตัวของน้ำตาลในประเทศไทยได้สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลต่อการเกิดโรคฟันผุที่จะทำให้เพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปการบริโภคน้ำตาลจะเป็นไปใน 2 รูปแบบด้วยกัน คือ ทางตรง และทางอ้อม ซึ่งสัดส่วนการบริโภคจะอยู่ที่ 6:4 ของน้ำตาลที่เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม นมเวชภัณฑ์ และลูกอม โดยข้อมูลที่รายงานโดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล พบว่า ในปี 2552 อัตราการใช้น้ำตาลเพื่อผลิตลูกอมและลูกกวาด สูงมากขึ้นกว่า ปี 2551 ถึง 3 เท่า จาก 2.2 ล้านกิโลกรัม เป็น 6.1 ล้านกิโลกรัม ภาพเหล่านี้สะท้อนอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมลูกอมและลูกกวาดอย่างมาก
ส่วน นพ.สุริเดว ทริปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดลและผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน บอกถึงผลกระทบเรื่องปัญหาฟันผุในเด็กที่ยังถือว่าอยู่ในอัตราสูงช่วงระหว่างเด็กที่เริ่มมีฟันจนถึงปฐมวัย ทำให้เด็กมีปัญหาทั้งทางร่างกาย จิตใจและอารมณ์ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเฉพาะช่องปากเท่านั้น ยังทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอีกมากเริ่มตั้งแต่บริเวณใกล้เคียง จะเกิดเป็นหนองที่เหงือกทำให้แก้มบวม ตาบวม ต่อมน้ำเหลือง บริเวณคอโต ต่อมทอมซินอักเสบ ผิวหนังอาจเป็นผื่นคันจากภูมิแพ้ หัวใจเรื่องสำคัญอาจทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบถึงขั้นหัวใจรั่วจากการติดเชื้อและยังลามไปอวัยวะอื่นอีก ผลจากอาการปวดฟันเคี้ยวอาหารไม่สะดวก ไม่ละเอียด ทำให้ขาดสารอาหาร เจ็บปวด นอนไม่หลับ สารพันโรคทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงความต้านทานต่อโรคอื่นๆ ลดน้อยลง ผลกระทบคือเด็กจะมีความสูงและน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน รวมทั้งศีรษะเล็กกว่าเด็กที่ไม่มีฟันผุปฐมวัย ซึ่งเด็กที่เคี้ยวอาหารไม่ได้ และพูดไม่ชัดทำให้ถูกล้อเลียนมีปัญหาทางด้านจิตใจ
ขณะที่ รศ.ทพญ.ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนแผนงานโรงพยาบาลสร้างสุข เล่าถึงการสำรวจทันตสุขภาพครั้งล่าสุดในประเทศไทยปี พ.ศ. 2550 พบว่าเด็กอายุ 3 ปี มีโรคฟันผุร้อยละ 61 และมีจำนวนฟันที่ผุถอน อุด 3.2 ซี่ต่อคนเมื่อสำรวจเด็กอายุ 5 ปี พบว่ามีความชุกของโรคฟันผุเพิ่มเป็นร้อยละ 80 และมีอัตราผุ ถอน อุด 5.43 ซี่ต่อคน อัตราดังกล่าวในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจะลดลงน้อยมาก แม้ว่าจะมีการทำงานป้องกันมากมายดูเหมือนว่าเราเพียงแต่ควบคุมไม่ให้อัตราผุในเด็กสูงขึ้นเท่านั้น สาเหตุของโรคฟันผุปฐมวัยเกิดจากการเลี้ยงนมและอาหารเหลวไม่เหมาะสม ร่วมกับไม่มีการทำความสะอาดฟัน พฤติกรรมการเลี้ยงนมและอาหารเหลวที่ไม่เหมาะสมได้แก่ การหลับคาขวดหรือนมแม่ หรือดูดนมถี่ๆ ในช่วงกลางคืนหลังจากมีฟันน้ำนมขึ้นมาในช่องปากแล้ว
คุณหมอยังเล่าให้ฟังถึงผลกระทบในแง่ของการรักษาว่า เด็กในวัยนี้แม้ผู้ปกครองจะแปรงฟันให้ก็ยังไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ หากมีฟันผุ ก็จะยิ่งยากสำหรับทันตแพทย์ที่จะทำการรักษา จำเป็นที่จะต้องเป็นทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็ก ซึ่งไม่มีอยู่ทั่วไปในโรงพยาบาล หรือคลินิกชนบท เมื่อเด็กมีอาการปวด บวม ผู้ปกครองจำนวนมากต้องตามหาทันตแพทย์ที่จะรักษาให้ได้ เพราะมีอยู่ในเมืองใหญ่เท่านั้น
“ฉะนั้นเมื่อมาพบทันตแพทย์ หลายกรณีต้องใช้วิธีดมยาสลบ หรือใช้ยาและก๊าซเพื่อคลายกังวล วิธีการเหล่านี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เกิน 10,000 บาท ส่งผลให้รัฐและพ่อแม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และตัวเด็กก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวยาวนานกว่าปกติ วิธีที่ดีที่สุดคือ เริ่มแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์และเช็ดฟองออกให้ลูกตั้งแต่ฟันเริ่มขึ้น แม้ลูกอาจจะต่อต้านบ้าง แต่ถ้าพ่อแม่หมั่นทำซ้ำเป็นประจำ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดฝันผุในเด็ก ช่วยประหยัดเงินและเวลา รวมทั้งไม่ต้องประสบกับความเครียด กังวลอันเป็นผลจากอาการปวด บวม และการรักษาจากทันตแพทย์” รศ.ทพญ.ชุติมา กล่าวทิ้งท้าย
ลูกของคุณก็จะมียิ้มสยามที่ประทับใจต่อคนทั่วโลก!!!!
////////////////////////////////

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

วัยโจ๋ร่วมปฏิวัติ น้ำมันทอดซ้ำ ‘แปรผัน’ ทำไบโอดีเซล

วัยโจ๋ร่วมปฏิวัติ น้ำมันทอดซ้ำ ‘แปรผัน’ ทำไบโอดีเซล
/////////////////////////////////////////////
โปรย : มหัศจรรย์ไบโอดีเซล พลังงานทดแทนที่ควรคิด นำไปสู่ทางออกของน้ำมันทอดซ้ำ เพื่อคนไทยปลอดภัยและสามารถพึ่งตนเองได้
////////////////////////////////////////////////
เวลาพูดถึงเรื่องน้ำมันทอดซ้ำ หลายคนอาจมองแค่เรื่องความไม่สะอาดสะสมที่เกิดจากการใช้น้ำมันหลายรอบ จนอาจมองข้ามอันตรายเนื้อแท้สร้างให้เกิดสาร “โพล่าร์คอมเพาว์” ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง หรือสารกลุ่ม “โพลีไซคลิก อโรมาติก ไฮโดร์คาร์บอน” ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นประเทศไทยจึงมีกฏหมายที่ระบุว่า น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารต้องมีสารโพล่าร์คอมเพาว์ ไม่เกิน 25% ขณะที่สารกลุ่มโพลีไซคลิก อโรมาติก ไฮโดร์คาร์บอน ยังไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานความปลอดภัย
แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งดำเนินโครงการ “ปฏิวัติน้ำมันทอดซ้ำ” จึงได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องมือในการตรวจสอบน้ำมันที่ทอดอาหาร ด้วยการวัดค่า “โพล่าร์คอมเพาว์” ในแบบฉบับที่เด็กและเยาวชนสามารถร่วมกันทำได้ ประหยัด และได้การวัดค่าตามมาตรฐาน ในงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้านวัตกรรมก้าวไกลเครือข่ายยั่งยืน ในวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดยกลุ่มนักเรียนอาสาสมัครหมู่บ้าน (อสม.) และโรงเรียนในเครือจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ทั้ง 12 แห่ง ซึ่งต้องใช้น้ำมันในการทำงานให้นักเรียน และครูอาจารย์ ทั้ง 3 มื้อ ได้ไอเดียในการ ‘ปฏิวัติน้ำมันทอดซ้ำ’ ให้กลายเป็น ‘น้ำมันไบโอดีเซล’ จึงผุดขึ้น
โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย บุรีรัมย์ จึงนำน้ำมันทอดที่เสื่อมสภาพแล้ว มาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ใช้ในรถยนต์ รถตัดหญ้าของโรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่ไม่มีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ก็จะจัดการส่งต่อน้ำมันทอดที่เสื่อมสภาพไปยังเครือข่ายการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล มิให้ตกไปอยู่ในมือของผู้ที่จะนำน้ำมันเสื่อมสภาพ มาแปรรูปกลับมาใช้บริโภคอีก
นาย สัตยา บานบัว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตัวแทนกลุ่มไบโอดีเซลโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทอุปกรณ์รักษาสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน อธิบายถึงวิธีการแปรสภาพน้ำมันให้เป็นไบโอดีเซลว่า ขั้นแรกต้องนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมากรองด้วยผ้าขาวบาง ก่อนนำมาต้มให้ได้อุณภูมิ 120 องศา จากนั้นเทเมทานอล 2.5 ลิตรใส่แกลลอนเสร็จแล้วเทโปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์ 100 กรัมใส่ลงไป ปิดฝาให้สนิทแล้วเทเขย่าเบาๆให้ละลาย จากนั้นก็เทสารละลายผสมลงในถังน้ำมัน แล้วกวน 30 นาที จากนั้นเทน้ำ 0.7 ลิตร ลงถังกวนเพื่อล้างไบโอดีเซล 30 วินาที แล้วปล่อยให้กลีเซอรีนตกตะกอน 8 ชั่วโมง ก่อนแยกน้ำมันออกจากกลีเซอรีน และล้างไบโอดีเซลด้วยน้ำ 0.75 ลิตร กวน 2-3 ครั้ง และนำไบโอดีเซลไปไล่ความชื้นที่ 120 องศาเซลเซียส จำนวน 2-3 ครั้ง จนได้ไบโอดีเซลที่บริสุทธิ์
“ผมทำโครงการมานานกว่า 4 ปีแล้ว ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ดีทั้งในครัวเรือน และเติมน้ำมันรถ คิดว่า นักเรียนได้ความรู้ แถมมีรายได้ เพราะจะนำน้ำมันที่ผลิตได้ไปขายให้กับเกษตรกร ที่สำคัญผลงานชุดอุปกรณ์ผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วเป็นใบเบิกทางในการสอบเอ็นทรานซ์ด้วย” สัตยา กล่าว
ภก.วรวิทย์ กิตติสุนทร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 7 (อุบลราชธานี) หัวหน้าโครงการปฏิวัติน้ำมันทอดซ้ำ สสส. ผู้เดินหน้าผลักดันให้มีการรณรงค์เลิกใช้นำมันทอดซ้ำเล่าว่า ธรรมชาติของน้ำมันปรุงอาหาร เมื่อค่าโพล่าร์คอมเพาว์ ใกล้ 25% หากเติมน้ำมันใหม่ จะเร่งการเสื่อมสภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากผู้ปรุงอาหาร ทราบว่า น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร มีค่าโพล่าร์คอมเพาว์ ใกล้ 25% ต้องต้องเปลี่ยนเป็นน้ำมันใหม่ทันทีเพื่อลดความเสี่ยงของผู้บริโภค ไม่ให้ต้องเจ็บป่วยโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้แล้วยังเป็นการช่วยลดภาวะท่อน้ำอุดตันได้ เนื่องจากหากเราเทน้ำมันลงในท่อระบายน้ำ เมื่อน้ำมันโดนน้ำจะเกิดไขก่อตัวเป็นก้อนอุดทางน้ำไหล
“มีการวิจัยยืนยันแล้วน้ำมันทอดซ้ำหลายๆครั้งสามารถก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ในเชื้อแบคทีเรีย ก่อให้เกิดเนื้องอกในตับ ปอด และก่อมะเร็งเม็ดเลือดขาวในหนูที่นำมาทดลอง ฉะนั้นเลี่ยงได้ก็ต้องเลี่ยงเพื่อสุขภาพและความปลอดภัย” ภก.วรวิทย์ กล่าว
สุพจน์ อรุณโน ครูชำนาญการโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.บุรีรัมย์ ผู้คิดค้นเครื่องกรองน้ำมันใช้แล้วเพื่อนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลซึ่งเป็นนวัตกรรมชิ้นหนึ่งที่ผลิตง่ายใช้สะดวกเพียงแค่ปั่นก็ได้ไบโอดีเซลมาใช้ พร้อมกับได้เล่าถึงแนวคิดว่า การผลิตเครื่องกรองน้ำมันที่ใช้แล้วนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องพลังงานทดแทนได้ และยังเป็นการแก้ปัญหาให้กับโรงเรียนที่มีความจำเป็นในการใช้มันมาก อีกทั้งให้ความสะดวก ลดปัญหาน้ำมันเหลือใช้ และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมันได้มาก เนื่องจากไบโอดีเซลที่ผลิตได้จากน้ำมันทอดซ้ำนี้ขายในราคาลิตรละ 12 บาทเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันซึ่งตอนนี้ลิตรละประมาณ 30 บาทก็ประหยัดได้เท่าตัว
นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายชุมชนย่านตาขาว จังหวัดตรัง เป็นชุมชนตัวอย่างที่มีความตื่นตัว ร่วมกันผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะระดับชุมชน โดยร่วมมือกับเทศบาลย่านตาขาว จัดให้มีระบบการตรวจสอบน้ำมันทอดเสื่อมสภาพในชุมชน และจัดระบบรับซื้อน้ำมันเสื่อมสภาพมาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ทั้งนี้โดยความร่วมมือของผู้ประกอบการอาหาร ภายใต้ความเข้มแข็งของชุมชน ผลการดำเนินงาน คือ ผู้บริโภคปลอดภัย ไม่ต้องบริโภคอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันเสื่อมสภาพ และประการสำคัญ คือ น้ำมันที่เสื่อมสภาพ ไม่ถูกนำไปกรอง ฟอกสี แต่ยังมีสารพิษตกค้าง ถูกนำกลับมาจำหน่ายให้คนมีรายได้น้อย หรือพ่อค้า แม่ค้า นำมาใช้ปรุงอาหารอีก หลายราย นำไปทาเส้นก๋วยเตี๋ยว เพื่อมิให้เส้นติดกัน หรือนำไปใช้ผสมในอาหารสัตว์ที่เราบริโภค
//////////////////////////////////

ภัยเงียบยาปฏิชีวนะเกิดภาวะ “ดื้อยา”พบไทยนำเข้าและผลิตสูงสุด

ภัยเงียบยาปฏิชีวนะเกิดภาวะ “ดื้อยา”พบไทยนำเข้าและผลิตสูงสุด
---------------------------------
โปรย : ภาวะดื้อยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงพยาบาลที่ต้องแก้ปัญหา แต่ได้ก้าวล้ำเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม การนำศิลปะชี้ภัยจะดึงดูดความสนใจของประชาชนให้เล็งเห็นผลเสียที่เกิดขึ้น หลังพบคนไทยนำเข้าและผลิตสูงสุดเป็นอันดับ1
--------------------------------
“ยาปฏิชีวนะ”หรือ“ยาต้านจุลชีพ”เป็นยาที่สกัดได้จากจุลินทรีย์และราพันธุ์ต่างๆ คนทั่วไปนิยมเรียกกันติดปากว่า“ยาแก้อักเสบ”คือ ยาที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อจุลชีพชนิดอื่น ๆ เป็นกลุ่มยาที่มีอัตราการใช้มากที่สุด เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย แต่ละปีมีมูลค่าของการใช้เป็นจำนวนมหาศาล ทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและร้านขายยา ยาปฏิชีวนะมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเพนิซิลลิน อีรีโทรมัยซิน เตตราซัยคลิน คลอแรมเฟนิคอล สเตรปโตมัยซิน นอกจากนี้ยาปฏิชีวนะยังรวมถึงยาที่สังเคราะห์ขึ้นตามกระบวนการทางเคมี เช่น ยาประเภทซัลโฟนาไมด์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ร่วมกับ กระทรวงสาธารสุข (สธ.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล็งเห็นผลเสียที่ตามมาจึงจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันเรื่องการรณรงค์การใช้ยาอย่างเหมาะสมเพื่อลดปัญหาพฤติกรรมการใช้ยาเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเชื้อ “ดื้อยา” พร้อมปลุกกระแสสังคมให้ฉลาดใช้ยาหลังพบวันรุ่นหันพึ่งอาหารเสริม กาแฟ และยาลดความอ้วนเพียบ ขณะที่ กพย.จัดโครงการสานศิลป์ในป่าสวย เพื่อบุคลากรทางการแพทย์ ในการใช้ศิลปะแนะนำยา ดึงดูดความสนใจของประชาชน ให้เห็นผลเสียของการกินยาเกินขนาด โดยปัญหาการใช้ยาเกินขนาดของคนวัย 31-45 ปี จะพบอาการ“ดื้อยา” มากที่สุดถึงร้อยละ 24.6 สร้างความเสียหายร่วม 20,000 ล้าน จึงเป็นเรื่องที่ควรเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง
นพ.ทนงสรรค์ สุธาธรรม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ชนิดยาปฏิชีวนะ 5 ลำดับที่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์นำไปสู่การดื้อยาคือ1.เซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) 2.อะม็อกซี่ซิลิน (amoxicillin) 3.ไอบูโปรเฟน (ibuprofen) 4 .ซัลฟาเมทธอกซาโซล และ5. ไตรเมทโธพริม (sulfamethoxazole+trimethorprim) สะท้อนให้เห็นว่า ยาที่เข้าข่ายทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์สูงสุด 25 อันดับแรกนั้นเป็นยาปฏิชีวนะถึง 15 รายการ และประเด็นที่น่าเฝ้าระวังคือยาเพนนิซิลิน และอีริโธมัยซิน ที่เคยใช้เป็นยารักษาโรคปอดบวมได้ผลนั้น เริ่มเกิดอาการดื้อยา โดยในปี 2541-2550 พบการดื้อยาเพนนิซิลินจาก 47% เป็น 61% และดื้อยาอิริโธมัยซินจาก 27% เป็น 54% และล่าสุด พบว่า การพัฒนายาใหม่เพื่อใช้แทนยาเพนนิซิลินและอีริโธมัยซิน ที่ไม่พบการดื้อยามาตั้งแต่ปี 2544 แต่ขณะนี้เริ่มมีการดื้อยามากขึ้น ขณะที่ความต้องการยาปฏิชีวนะชนิดใหม่เพื่อต่อสู้กับเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มการค้นคิดยาปฏิชีวนะชนิดใหม่กลับลดลง เนื่องจากเป็นกลุ่มยาที่อาจไม่คุ้มค่าในการลงทุนศึกษาวิจัย เพราะการเกิดเชื้อดื้อยาทำให้ประสิทธิภาพของยาในการรักษาโรคติดเชื้อลดลงอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนตลาดของยากลุ่มที่รักษาโรคเรื้อรัง เช่น ความดัน และเบาหวาน ที่คงประสิทธิภาพการรักษาและอยู่ในตลาดได้เป็นเวลานาน พฤติกรรมการใช้ยาของคน จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และมีความจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ
ด้าน ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงรอง สสส. เล่าถึงสาเหตุสำคัญของเชื้อดื้อยาว่าเกิดจากการใช้ไม่ถูกต้อง และการใช้เกินความจำเป็น สะท้อนจากพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของประเทศไทย พบว่า ประชาชนมีการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่จำเป็น เช่น โรคหวัด ประมาณ 40-60% ในภูมิภาค และ 70-80% ในกรุงเทพมหานคร ภาวะดื้อยา ทำให้ผู้บริโภคต้องใช้ยาที่แพงขึ้น และต้องใช้เวลาฟื้นตัวที่ยาวนานขึ้น เพราะภาวะดื้อยาทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง ไม่คุ้มการลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขของสหรัฐอเมริกาที่สูญเสียเงินปีละ 4-5 พันล้านดอลล่าร์ จากปัญหาการดื้อยา เช่นเดียวกับยุโรปที่สูญเสียปีละ 9 พันล้านยูโร ขณะที่ตัวเลขของ อย.ระบุว่า ประเทศไทยผลิตและนำเข้ากลุ่มยาฆ่าเชื้อ รวมถึงยาปฏิชีวนะ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของการผลิตและนำเข้ายาทั้งหมด โดยในปี 2550 การผลิต และนำเข้ายากลุ่มปฏิชีวนะมีมูลค่ารวมประมาณ 20,000 ล้านบาท หรือประมาณ 20% ของมูลค่ายาทั้งหมด
ส่วน ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาสำคัญเร่งด่วนสำหรับเยาวชนคือ การบริโภคผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนในเด็กและเยาวชน เช่น ยาลดน้ำหนัก กาแฟ อาหารเสริม ซึ่งมักโฆษณาเกินจริง จนทำให้เกิดการใช้ที่ไม่เหมาะสม และบางรายอาจทำให้เกิดภาพหลอน และนำไปสู่ภาวะการกดประสาท ซึ่งการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ยาที่ถูกต้องนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงระดมความร่วมมือจากหลายคณะ ได้แก่ คณะเภสัชศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ และร่วมกับ อย. กระทรวงสาธารณสุข และ สสส. เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปมีความรู้และเข้าใจถึงประเด็นการใช้ยาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มยาปฏิชีวนะเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องพฤติกรรมการใช้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะ เป็นเรื่องยากที่จะไปกระตุ้นความคิด ความเข้าใจ และความตระหนักของประชาชน รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ให้เข้าใจถึงปัญหาเหล่านี้ การนำศิลปะเข้ามาสู่เรื่องการรณรงค์เพื่อให้คนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อกระตุ้น และแสดงความห่วงใยออกมาผ่านงานศิลปะ ซึ่งความจริงแล้วปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะไม่ใช่แค่เรื่องของโรงพยาบาล แต่ได้ก้าวล้ำไปสู่เรื่องปัญหาใหญ่ทางสังคม การให้บุคคลากรทางการแพทย์ได้เห็นธรรมชาติจะได้สร้างสรรค์งานศิลปะเรื่องไมโคร ของจุลินทรีย์ ที่เป็นปัญหาส่วนหนึ่งในการดื้อยา เพื่อสะท้อนชี้จุดและเพิ่มแรงบันดาลใจ ซึ่งเชื่อว่าการใช้ศิลปะในการรณรงค์จะได้ผล และตัวเราต้องเข้าใจศิลปะ ไม่ใช่ว่าภาพที่ออกมาคนอ่านแล้วจะเข้าใจเลย และทำให้มีความรู้เลย แต่ศิลปะสามารถเป็นแรงบันดาลใจ เพราะศิลปะมีความพิเศษเป็นสิ่งที่ดี การที่เลือกศิลปะมาเป็นสื่อเนื่องจากมีตัวอย่างบางประเทศได้ทำมาแล้ว เพราะสามารถดึงคนมาเป็นส่วนร่วมได้ สามารถกระตุ้นให้คนตระหนักคิด ฉุกคิดตามได้ ความตื่นตัวตรงนี้นับว่าดี ซึ่งอาจจะมีการขยายจัดต่อบางพื้นที่ได้ ซึ่งทุกคนก็ตื่นตัวเรื่องปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะอยู่บ้าง
/////////////////////////////////////